เมืองโบราณเหยียนสุ่ย (鹽水小鎮) หนึ่งในสี่เมืองโบราณของไต้หวัน ซึ่งได้แก่ "1. ไถหนาน 2. ลู่ก่าง 3. บังกะ (ไทเป) 4. ยวู่จิน (เหยียนสุ่ย) (一府,二鹿,三艋舺,四月津)
โรงละครหย่งเฉิง (永成戲院) เปิดให้บริการในปี 1945 แต่ก่อนเป็นโรงสีข้าวในช่วงที่ญี่ปุ่นเข้ามาปกครองไต้หวัน โดยโรงสีข้าวนี้ทำธุรกิจกับชาวญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน แต่หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 โรงสีข้าวก็ได้รับผลกระทบไปด้วย เจ้าของโรงสีข้าวจึงได้ปรับปรุงโรงสีข้าวให้มาเป็นโรงละครหย่งเฉิง ที่นี่ก็ได้กลายเป็นสถานที่รวมตัวของคนดังทางการเมืองและภาคธุรกิจในเขตเหยียนสุ่ย ถือเป็นโรงละครที่ใหญ่ที่สุดในเขตเหยียนสุ่ยในสมัยนั้น ตามกาลเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป โรงละครแห่งนี้ได้ปิดตัวลงในปีเขตเหยียนสุ่ยในสมัยนั้น ตามกาลเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป โรงละครแห่งนี้ได้ปิดตัวลงในปี 2000 ต่อมารัฐบาลเมืองไถหนานได้ใช้เงินหลายสิบล้านเหรียญไต้หวันในการบูรณะซ่อมแซม โดยยังคงรักษาสภาพสิ่งของต่างๆ ที่อยู่ในโรงละครให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นผ้าม่าน เก้าอี้ไม้ไซปรัส เครื่องฉายภาพยนตร์เก่า อุปกรณ์เกี่ยวกับหนัง เทปหนังเก่า และรอยเท้าดาราหนังชื่อดังสมัยนั้น ปัจจุบันได้กลายเป็นโรงภาพยนตร์อเนกประสงค์ มีทั้งการฉายหนัง การเล่นละคร การแสดงหุ่นกระบอก

อาคารแปดเหลี่ยม(八角樓) เป็นคฤหาสน์ไม้ที่สร้างขึ้นในปี 1847 โดยตระกูลเย่ (葉家)ที่ร่ำรวยจากการค้าน้ำตาล โดยได้จ้างช่างฝีมือระดับปรมาจารย์จากจีนแผ่นดินใหญ่ และวัสดุก่อสร้างคือไม้สนฝูโจวพร้อมเฟอร์นิเจอร์ก็นำเข้าจากจีนแผ่นดินใหญ่ทั้งหมดงหมด ต่อมาหลังจากกองทัพญี่ปุ่นยกพลขึ้นบก เจ้าชายชาวญี่ปุ่นองค์หนึ่งก็ได้ใช้อาคารแปดเหลี่ยมแห่งนี้เป็นที่พักและกองบัญชาการ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 บางส่วนของอาคารแปดเหลี่ยมแห่งนี้ถูกทำลายไปเนื่องจากการปรับปรุงถนนและได้รับแรงระเบิดจากฝ่ายสัมพันธมิตร แต่พอหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อาคารแปดเหลี่ยมแห่งนี้ก็ถูกส่งคืนให้กับตระกูลเย่

วัดหวังเย่ (王爺廟) เป็นวัดที่บูชาเทพหวังเหย่ (王爺) หรือที่คนไทยคุ้นเคยกันว่า "อ๋องเอี๋ย" ซึ่งเป็นตัวแทนสวรรค์ มีหน้าที่คอยดูแลปกป้องโลกมนุษย์ ช่วยเง็กเซียนดูแลทุกข์สุขของประชาชน มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 150 ปี ตั้งแต่ราชวงศ์ชิงจนถึงยุคที่ญี่ปุ่นเข้ามาปกครอง ตรอกหวังเย่ที่อยู่ด้านหน้าวัดเคยเป็นถนนที่เป็นที่ตั้งของร้านอาหารมากมาย โดยมีร้านเหล้าที่มีชื่อเสียงที่สุดในสมัยนั้นที่ชื่อว่าร้าน Black Cat ตรอกแห่งนี้จึงมีการตกแต่งลวดลายแมวดำมากมายบนกำแพงให้ชวนคิดถึงสภาพบ้านเมืองในสมัยอดีตกาล
ตรอกอี้หยิน (一銀巷) เป็นตรอกที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของตรอกหวังเย่ ในยุคแรก ๆ มีร้านทำกระดาษทองมากมาย เมื่อมาที่นี่จะเห็นทองคำเปลวปลิวว่อนอยู่ทั่วตรอกซอกซอย ปัจจุบันมีการนำผลงานศิลปะต่างๆ มาตกแต่งสร้างสีสันให้กับซอยนี้เป็นอย่างมาก
วัดฮู้ปี้แห่งเมืองเหยียนสุ่ย (鹽水護庇宮) เป็นวัดที่ประดิษฐานรูปปั้นของเทพมาจู่ ซึ่งเมืองท่าส่วนใหญ่ในไต้หวันจะมีวัดที่บูชาเทพมาจู่อยู่เป็นจำนวนมาก เนื่องจากเชื่อว่าเทพมาจู่จะคุ้มครองความปลอดภัยของชาวประมงและเรือค้าขายในทะเล รูปแบบของวัดมีลักษณะเรียบง่าย ศิลปะการตกแต่งในวัดล้วนเป็นผลงานของช่างฝีมือที่มีชื่อเสียง งานแกะสลักหินมาจากตระกูลเฉินในต้าเต้าเฉิง งานแกะสลักไม้และภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังก็มาจากช่างแกะสลัก อาจกล่าวได้ว่าเมื่อเดินทางมาที่วัดนี้จะได้สัมผัสกับทักษะอันประณีตทางด้านศิลปะวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมานานหลายร้อยปีในด้านต่างๆ มากมาย
โบสถ์คาทอลิกแห่งเมืองเหยียนสุ่ย (鹽水天主堂) สร้างขึ้นเมื่อปี 1986 เป็นโบสถ์คาทอลิกที่มีสถาปัตกรรมสไตล์แห่งเดียวในไต้หวัน อาคารของโบสถ์เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าสไตล์พระราชวังจีน ภายในสามารถชมภาพจิตรกรรมฝาผนังสไตล์จีน รูปนักบุญคาทอลิก ที่ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว ดูแปลกตาไม่เหมือนที่ไหนๆ
เมืองโบราณเฉียวหนาน (橋南老街) เป็นถนนที่พลุกพล่านที่สุดของเขตเหยียนสุ่ยและยังเป็นศูนย์กลางการจราจรที่สำคัญที่จะเดินไปยังเมืองทางเหนือและทางใต้ในช่วงราชวงศ์ชิง (ไปยังไถหนาน เจียอี้ เป่ยกัง ปู่ไต่ ก็ต้องผ่านถนนนี้) ความยาวของถนนโบราณนี้ประมาณ 400 เมตร กว้าง 6.8 เมตร ในอดีตมีพ่อค้าและร้านค้ามากหมาย โดยเฉพาะร้านทำเครื่องมือเกษตรกรรม ว่ากันว่าเมื่อเดินผ่านถนนสายนี้จะได้ยินเสียงตีเหล็กไปเป็นเพื่อนตลอดทาง
เมื่อมาเดินเมืองโบราณเฉียวหนาน (橋南老街) จะสะดุดตาที่ร้านถางหูลู่ ถางโผโผ่ (糖伯伯) หรือร้านที่จำหน่ายผลไม้เคลือบน้ำตาลเสียบไม้ มีประวัติยาวนาน มีต้นกำเนิดจากประเทศจีน ซึ่งเดิมทีผลไม้ที่ใช้ทำจากพุทราป่า ซึ่งมีสรรพคุณเป็นยาในการรักษา ในทางการแพทย์สมัยนั้นจึงได้นำพุทราป่าเคลือบน้ำตาล และใช้เป็นยาในการรักษาพระสนมหลวงของจักรพรรดิพระองค์หนึ่งในราชวงศ์ซ่ง กระทั่งอาการประชวรหายดี ทำให้ผลไม้เคลือบน้ำตาลได้รับความนิยมและแพร่หลายในสามัญชน และมีการปรับเปลี่ยนผลไม้ตามยุคสมัยให้ถูกปากมากยิ่งขึ้น โดยส่วนใหญ่จะนิยมเลือกใช้สตรอว์เบอรรี องุ่นไซมัสคัสลูกใหญ่ แอปเปิล กีวี หรือผลไม้ตามฤดูกาลที่ให้รสชาติหวานอมเปรี้ยว (ความรู้เกี่ยวกับถางหูลู่จากเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ)
Comments
Post a Comment