ชมทหารเปลี่ยนเวรยามที่อนุสรณ์สถานซุนยัดเซน(國立國父紀念館)

อนุสรณ์สถานซุนยัดเซน (國立國父紀念館)สร้างแล้วเสร็จเมื่อปี ค.ศ. 1972 โดยสร้างบนพื้นที่ขนาดใหญ่ถึง 115,000 ตารางเมตร เฉพาะตัวอาคารมีพื้นที่กว้างกว่า 29,464 ตารางเมตร สถาปนิกผู้ออกแบบเป็นชาวจีนชื่อ Wang Da-hung โดยการออกแบบของเขานั้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากพระราชวังจีนโบราณ แล้วนำมาผสมผสานเข้ากับสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ให้มีความร่วมสมัย เปรียบได้กับการก้าวไปสู่แนวทางใหม่ตามอุดมการณ์ของซุนยัดเซน ตัวอาคารมีความสูงถึง 30.40 เมตร และกำแพงแต่ละด้านมีความกว้าง 100 เมตร เพื่อรำลึกถึงครบรอบวันเกิด 100 ปี ของท่านซุนยัดเซน ส่วนหลังคาเป็นทรงปีกนกอินทรี สื่อถึงความมีอำนาจ ทรงพลัง ภายในอนุสรณ์สถานซุนยัดเซนมีการจัดแสดงเรื่องราวต่างๆ ของท่าน ทั้งประวัติ ความเป็นมา การศึกษา สังคม วัฒนธรรม รวมทั้งมีรูปปั้นของท่านซุนยัดเซนในท่านั่งขนาดใหญ่ ซึ่งมีทหารยืนเฝ้าอยู่ โดยจะมีพิธีเปลี่ยนเวรยามกันทุกๆ ต้นชั่วโมงของทุกวันตั้งแต่เวลา 09:00 - 17:00 น. นอกจากอาคารอนุสรณ์สถานหลักแล้ว ยังมีลานกว้างขนาดใหญ่ด้านหน้า หอประชุม โรงละคร โถงมัลติมีเดีย สวน และห้องสมุดขนาดใหญ่ที่มีหนังสือมากกว่า 300,000 เล่ม   (ข้อมูลดีๆ จาก palanla.com)




ดร. ซุนยัดเซน เกิดในครอบครัวชาวนาที่มีลูกตั้ง 5 คน แต่ด้วยความที่น้องซุนคนเล็กเป็นเด็กที่เฉลียวฉลาด มีสติปัญญาเกินพี่น้อง พ่อแม่ก็เลยพยายามส่งเสียให้ได้ร่ำเรียนมากกว่าคนอื่นๆ

ในช่วงวัยรุ่นบ้านตระกูลซุนได้โอกาสลงเรือข้ามมหาสมุทรไปอาศัยอยู่ที่อเมริกากับพี่ชาย ทำให้ได้รับการศึกษาที่ดียิ่งขึ้น มีความสามารถในภาษาอังกฤษอย่างแตกฉาน หลังจากนั้นก็เข้าเรียนวิชาแพทย์ที่ฮ่องกง จนสำเร็จการศึกษาเป็นคุณหมอซุนที่ออกตระเวนรักษาคนไข้แบบไม่เลือกชั้นวรรณะ ทำให้หมอซุนเป็นที่นับถือของชาวบ้านจำนวนมาก และระหว่างที่ทำงานด้านการแพทย์นั่นเอง ที่หมอซุนได้เห็นถึงปัญหาของประเทศ คนยากก็จนหนัก ในขณะที่เหล่านายทุนก็รวยเอาๆ คุณหมอจึงเกิดความคิดอ่านด้านการเมือง และมีความปรารถนาที่จะปฏิวัติระบอบการปกครองประเทศเสียใหม่ เพราะเห็นว่า การปกครองโดยราชวงศ์แมนจูนั้น มีแต่จะนำความเสื่อมโทรมมาสู่ประเทศ ไม่เหมือนชาติอื่นๆที่เจริญขึ้นมาได้ด้วยประชาธิปไตย นับแต่นั้นจึงเชิญชวนให้มาร่วมกันเป็นหัวหอกประชาธิปไตย ด้วยความอุตสาหะพยายาม ดร.ซุนก็มีสมัครพรรคพวกมากขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถตั้งเป็นกลุ่มทางการเมือง เกิดเป็นพรรคก๊กมินตั๋งที่ขยายเครือข่ายไปทั่วประเทศ ทำเอาพระนางซูสีไทเฮาทรงกริ้ว และเริ่มจับกุมกวาดล้างเครือข่ายของ ดร.ซุน ซึ่งก็ตัดสินใจนำพวกเข้าก่อการปฏิวัติ หวังโค่นล้มราชวงศ์ชิง ดร.ซุนเองที่หนีการจับกุมมาได้ก็ต้องระเห็จออกไปนอกประเทศ ตระเวนไปตามประเทศต่างๆ เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฯลฯ  เมื่อพระนางซูสีไทเฮาที่กุมอำนาจมานานสิ้นพระชนม์ลงใน ค.ศ.1908 เหลือไว้เพียงยุวกษัตริย์ พระเจ้าปูยี วัย 2 พรรษา ที่กลายมาเป็นฮ่องเต้พระองค์สุดท้ายของราชวงศ์แมนจู โดยมีหยวนซื่อไข่เป็นผู้คุมกำลังทหารที่สำคัญ จากนั้นทั้งสองคนก็ปฏิวัติปิดฉากการปกครองที่ยืนยาวนานมา 268 ปีลง หยวนซื่อไข่ได้เป็นประธานาธิบดีคนแรกของประเทศจีนยุคใหม่ แต่หยวนซื่อไข่อยากจะสถาปนาตนเป็นฮ่องเต้เสียเอง ทำให้อีกไม่นานต่อมา ดร.ซุนยัดเซ็นก็เปิดฉากก่อการปฏิวัติขึ้นอีก แต่สู้กำลังทหารของหยวนซื่อไข่ไม่ได้ จึงลี้ภัยทางการเมืองอีกครั้ง แต่ก็สามารถกลับเข้ามาอีกด้วยแรงสนับสนุนมากกว่าเก่า และกดดันให้หยวนซื่อไข่ลงจากอำนาจได้ในที่สุด
ค.ศ.1912 ดร.ซุนยัดเซ็นได้รับการเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีภายใต้ระบอบประชาธิปไตย แต่ก็ยังได้การยอมรับเฉพาะในเขตภาคใต้เท่านั้น ส่วนพวกทางเหนือยังคงแตกแยก ไม่สามารถรวมชาติได้อย่างเป็นปึกแผ่น ในขณะที่ลัทธิคอมมิวนิสต์ขยายตัวเข้ามาเรื่อยๆ จน ดร.ซุนถึงแก่อสัญกรรมในอีก 14 ปีต่อมา ก็ยังถือได้ว่า ดร.ซุนยัดเซ็นยังไม่ประสบความสำเร็จในการรวมชาติ และก่อร่างสร้างประชาธิปไตยอย่างได้ผล แต่การต่อสู้อันยาวนานของ ดร.ซุนก็เป็นที่ยอมรับในฐานะผู้เปิดศักราชแห่งจีนยุคใหม่ ที่ออกมาจากเงื้อมเงาของราชวงศ์แมนจู คนต่างด้าวที่มาปกครองประเทศเกือบ 300 ปี และได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งประชาธิปไตยจีน หรือบางคนก็บอกว่าเป็นบิดาแห่งจีนยุคใหม่ที่ผู้คนนับถือมาจนปัจจุบัน

(ข้อมูลดีๆ จาก https://www.thairath.co.th/content/56392)

Comments